วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การปลูกองุ่นเพื่อประดับ


 
 
 
ทำสวนในเมือง สร้างซุ้มสีเขียวด้วย องุ่น  พรรณไม้ซึ่งทุกคนคิดว่าไม่สามารถปลูกในเมืองได้ หรือปลูกได้แต่ก็คงไม่ติดผล ทั้งนี้เป็นเพราะความเข้าใจว่าองุ่นจะต้องปลูกบนพื้นที่สูงที่มีอากาศเย็น จริงๆ แล้วหากรู้จักเลือกสายพันธุ์องุ่นเราก็สามารถนำองุ่นมาปลูกตามบ้านเรือนในเมืองอย่างกรุงเทพฯ ได้อย่างเห็นผล ปลูกเป็นซุ้มหน้าบ้าน ปลูกเป็นซุ้มบนดาดฟ้าหลังคาตึก ปลูกเป็นซุ้มกันแดดที่จอดรถ หรือปลูกเป็นซุ้มเพื่อให้ร่มเงาบนหลังคาโรงเรือนกล้วยไม้ก็ได้


การปลูกองุ่นที่เขียนนี้เป็นการปลูกองุ่นเพื่อความเพลิดเพลินไม่ใช่การปลูกองุ่นเพื่อการพาณิชย์ ประโยชน์ที่ได้รับคือความสุขทางใจที่ได้เห็นสีเขียวๆ ขององุ่น ได้เห็นมันติดผล ได้รับประทานบ้างในบางครั้ง เปรี้ยวบ้างหวานบ้างแล้วแต่ฝีมือของเรา  และประโยชน์อีกอย่างก็คือช่วยบังแดดให้ร่มเงาแก่อาคารสถานที่ เราจะไม่พูดถึงผลตอบแทนเชิงพาณิชย์ เราจะไม่สนใจว่าผลองุ่นที่เราปลูกจะขายได้กิโลละเท่าไร เพราะนี่คือการปลูกเป็นงานอดิเรก ปลูกไว้ดูเล่น

 ภายใต้ร่มเงาองุ่น  ร่มเงาที่ได้จากใบไม้กับร่มเงาที่ได้จากแผ่นกระเบื้องนั้นให้ผลไม่เหมือนกัน หากเราอยู่ใต้ร่มของใบไม้ เราจะรู้สึกเย็น หากเราอยู่ใต้เงาที่มุ่งด้วยแผ่นกระเบื้องเราก็จะรู้สึกร้อน หากเราอยู่ใต้ร่มของแผ่นสังกะสีจะยิ่งร้อนกว่า กลางแสงแดดจ้าที่ร้อนจัด ให้ลองเอาหลังมือเราตากแดดสักพักเราจะรู้สึกว่าแดดร้อนมาก หากลองสัมผัสบนใบไม้ซึ่งตากแดดมาทั้งวันก็จะรู้สึกว่าด้านบนของใบที่โดนแสงแดดนั้นก็ร้อนเช่นกัน แต่เมื่อสัมผัสใต้ใบจะรู้สึกว่าใต้ใบนั้นเย็น แปลกหมั๊ย ทำไมไม่ร้อนทั้งๆ  นั่นเป็นเพราะว่าใบไม้ดูดซับแสงแดด ต้นไม้ต้องการแสงแดดไปใช้ประโยชน์เพื่อการเจริญเติบโต ยิ่งแดดจัดยิ่งดี ดังนั้นเราจะเห็นว่าแสงแดดที่ไร้ค่าสำหรับเรากลับเป็นประโยชน์สำหรับต้นไม้ แล้วต้นไม้ก็ให้ความร่มเย็นกับเรา อย่างซุ้มองุ่นที่เห็นอยู่นี้มีมีขนาด 2 x 3 เมตร ก็เท่ากับ 6 ตารางเมตร หากบ้านเรือในกรุงเทพฯ ปลูกกันสัก 1 ล้านหลังคาเรือนก็จะได้พื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นถึง 6 ล้านตารางเมตร ถ้าหากปลูกกันทั้ง 77 จังหวัด ก็จะได้พื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นมาถึง 462 ล้าน ตรม.  โอ้... คิดมากไปหรือเปล่า

การปลูกองุ่นเพื่อความเพลิดเพลิน ก่อนอื่นต้องขอให้ลืมตำราไปก่อนเลย เรามาเริ่มจาก ศูนย์ กันเลย

ขั้นแรก      หากิ่งพันธุ์องุ่น เลือกปลูกพันธุ์ที่ทนต่อสภาพอากาศร้อน และทนต่อโรคได้ดี ( ถามคนขาย )

ขั้นต่อไป     หาทำเลปลูก องุ่นต้องการแสงแดดจัด พื้นที่ทำซุ้มองุ่นควรมีแสงแดดส่องอย่างน้อยครึ่งวัน ปลูกในที่ร่มไม่ได้

ขั้นต่อไป   เตรียมพื้นที่ปลูก   ( หลุมปลูก หรือเตรียมกระถางปลูก )

ขั้นต่อไป     ปลูกต้นกล้าให้รอด ให้เลื้อยขึ้นซุ้มได้ก่อน ( ยังไม่ต้องรีบทำซุ้ม ระยะนี้มีเวลาให้คิดเรื่องทำซุ้มถึง 3 เดือน )

ขั้นต่อไป    ทำยังไงให้ติดผล  ( รับรองว่าติดผลแน่ๆ แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องคิด มีเวลาให้คิดเรื่องนี้ถึง 1 ปีหลังจากปลูก )

ขึ้นต่อไป    ทำยังไงให้หวาน   ( รอให้ติดผลรุ่นแรกผ่านไปก่อน ถึงแม้จะเปรี้ยวจี๊ดก็ไม่เป็นไร แค่ออกดอกติดผลก็เท่ห์แล้ว หลังจากนั้นค่อยคิดเรื่องหวาน )

ขึ้นต่อไป    ถ้าผ่านมาถึงตอนนี้ก็ต้องเก่งแล้ว พอเก่งแล้วก็อยากได้พันธุ์โน้น พันธุ์นี้

ถึงตอนนี้ก็ลองมาทำอะไรเล่นกันสนุกๆ ทำองุ่นหลายสายพันธุ์บนต้นตอเดียว
คราวนี้อยากจะได้พันธุ์อะไร สารพัดพันธุ์ที่ต้องการ หามาเลย
องุ่นหนึ่งต้นสมมุติว่ามี 5 กิ่งหลัก อยากได้พันธุ์ไหนก็ติดตาพันธุ์นั้นเข้าไปเลย
องุ่นต้นเดียวมีทั้งองุ่นเขียว องุ่นแดง องุ่นผลเรียว องุ่นผลกลม คราวนี้ก็มาดูผลงาน รู้เลยว่าพันธุ์ไหนดีแน่ เพราะว่า ต้นตอเดียวกัน ได้รับปุ๋ยเหมือนกัน ใครจะหวาน ใครจะเปรี้ยว ใครผลโต ใครผลเล็ก ใครติดผลตก

ขั้นที่ 1       หากิ่งพันธุ์องุ่น เลือกสายพันธุ์ที่ทนทาน ทั้งต่ออากาศร้อนและโรคต่างๆ  หากไม่ได้ปลูกเชิงพาณิชย์ ปลูกเพียงต้นสองต้นไม่จำเป็นต้องใช้องุ่นพันธุ์แปลกๆ ที่มีราคาผลิตสูง เช่นองุ่นไร้เมล็ด บางพันธุ์กิโลกรัมละ 300 บาท 700 บาท คิดง่ายๆ ถ้าผลผลิตราคาสูงขนาดนี้แล้วทำไมไม่ปลูกพันธุ์ดีกันให้หมด  ทั้งนี้ก็เพราะข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ปลูก องุ่นพันธุ์ดีมักขึ้นได้ดีบนพื้นที่สูง ถ้าต้องการจะปลูกจริงจังก็ต้องไปหาซื้อที่แถว ภูเรือ ( +600 เมตร ) วังน้ำเขียว ( + 400 เมตร ) หรือที่อื่นๆ ที่อยู่บนระดับสูง  แต่ก็มีไร่องุ่นพันธุ์ดีที่ปลูกบนพื้นที่ราบต่ำอยู่บ้างแต่ก็กว่าจะได้ผลผลิตก็เหนื่อย เพราะต้องดูแลมากเป็นพิเศษ แต่สำหรับการผลิตเชิงพาณิชย์แล้วก็ถือว่าคุ้มเพราะผลผลิตที่ได้มีราคาสูง แต่ถ้าปลูกเล่นๆ ตามบ้านเรือนก็คงไม่เหมาะ เดี๋ยวเป็นโน่น เดี๋ยวเป็นนี่ งามก็ไม่งาม เอาแต่จะตาย ลูกก็ไม่มี  ปลูกไปปลูกมาก็เบื่อแล้วก็ต้องรื้อทิ้ง แล้วก็สรุปว่าองุ่นปลูกยาก

ปลูกเล่นๆ ควรเลือกพันธุ์ที่ทนสภาพอากาศร้อน และควรมีใบสวยงาม การปลูกตามบ้านเรือนมักจะมีปัญหาเรื่องพื้นที่จำกัด มีพื้นที่ให้องุ่นเลื้อยน้อย ดังนั้นควรพันธุ์ที่มีข้อสั้น คือมีระยะห่างระหว่างใบน้อย หากเป็นพันธุ์ข้อยาวจะเลื้อยออกนอกค้างเร็วมาก

ขั้นที่ 2      เตรียมพื้นที่ปลูก  จะปลูกลงดิน หรือปลูกในกระถางก็ได้  แต่ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องพื้นที่ควรปลูกลงดินเพราะในดินมีแร่ธาตุอาหารมาก ทำให้ง่ายต่อการดูแล ลืมรดน้ำก็ไม่ตาย ไม่ใช่ปุ๋ยก็หาดูดเอาจากในดิน  หากปลูกลงกระถางจะต้องดูแลมาก เมื่อปลูกไปนานๆ ดินในกระถางจะถูกต้นไม้ดูดธาตุต่างๆ ไปหมดทำให้ดินไม่มีธาตุอาหารจึงต้องควรใส่ปุ๋ย หากเราเดินทางไปต่างจังหวัดหลายวันไม่มีใครรดน้ำให้ก็จะเหี่ยว

หากปลูกลงดินควรเตรียมหลุมปลูกโดยขุดดินเดิมออกมาก่อน ขุดให้ได้ขนาดหลุม กว้าง 2 คืบ ลึก 2 คืบ ใส่ปุ๋ยคอกรองที่ก้นหลุม ใส่เยอะๆ เพราะเรามีโอกาสใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมเพียงครั้งเดียวในชีวิตของต้นไม้ จากนั้นนำดินดีผสมกับปุ๋ยคอกเททับลงไป นำต้นกล้าวางลงแล้วกลบด้วยดินดีผสมปุ๋ยคอก รดน้ำให้ชุ่ม ไม่ต้องทำร่มให้ต้นกล้า ช่วงแรกรากยังน้อยดูดน้ำไม่เก่งควรรดน้ำปล่อยๆ ทังเช้าและเย็น

 

การเลี้ยงสุกรแบบธรรมชาติ (หมูหลุม)

p01

การเลี้ยงสุกรแบบธรรมชาติ (หมูหลุม) ทางเลือกของเกษตรกร ผู้ที่มีความนิยมชมชอบการเลี้ยงสุกรโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย เนื่องจากการเลี้ยงสุกรขุนที่เลี้ยงกันทั่วไปมีต้นทุนการเลี้ยงสูง วัตถุดิบอาหารสัตว์และปฏิชีวนะมีราคาแพง ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรประสบปัญหาขาดทุน การเลี้ยงสุกรแบบธรรมชาติ (หมูหลุม) เน้นการใช้วัสดุที่มีอยู่ตามธรรมชาติและในท้องถิ่นเป็นหลัก หาง่าย ราคาถูก และสามารถนำวัสดุที่เหลือใช้ต่าง ๆ กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อีก ทำให้ช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงสุกรได้ค่อนข้างมาก อีกทั้งเป็นการพึ่งพาอาศัยเกื้อหนุนซึ่งกันและกันระหว่างพืชกับสัตว์ กล่าวคือ เมื่อมีการปลูกพืชเกษตรกรสามารถใช้พืชหรือเศษพืชผัก และผลไม้ต่าง ๆ กลับมาทำเป็นอาหารหมักเลี้ยงหมูหลุมได้ ในทำนองเดียวกันพืชก็สามารถใช้ประโยชน์จากหมูหลุมได้เช่นกัน โดยการใช้วัสดุที่อยู่ในหลุมซึ่งถูกย่อยสลายและหมักโดยจุลินทรีย์กลุ่มที่ให้ประโยชน์ กลายเป็นปุ๋ยหมักอย่างดีนำไปใช้ปรับปรุงบำรุงดิน และเป็นอาหารของพืชได้ ช่วยทำให้การผลิตทั้งพืชและสุกรมีต้นทุนการผลิตลดน้อยลง การเลี้ยงหมูหลุมจะไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นของมูลสุกร น้ำเสีย และช่วยรักษาสภาพแวดล้อม หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีและปฏิชีวนะ ทำให้ได้เนื้อสุกรที่ปลอดภัยจากสารพิษไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและสามารถนำไปปรับใช้กับการทำการเกษตรแบบผสมผสานได้
ข้อดีของการเลี้ยงสุกรแบบธรรมชาติ (หมูหลุม) 
1. สามารถใช้วัสดุต่าง ๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติและในท้องถิ่น หาง่าย ราคาถูก
2. ไม่ก่อให้เกิดปัญหากับสิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากมูลสุกรและน้ำเสีย
3. สามารถเลี้ยงในชุมชนได้ เนื่องจากไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นจากมูลสุกรและแมลงวัน
4. ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการล้างทำความสะอาดคอกและบำบัดน้ำเสีย
5. มีระบบการหมุนเวียนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในคอกหรือหลุมสุกร
6. มูลสุกรและวัสดุในหลุมซึ่งถูกหมักและย่อยสลายโดยจุลินทรีย์กลายเป็นปุ๋ยหมักอย่างดีนำไปเป็นปุ๋ยให้กับพืช ปรับปรุงดินบำรุงดิน หรือจำหน่าย
7. ต้นทุนการผลิตต่ำโดยเฉพาะต้นทุนด้านอาหารสามารถลดได้ไม่ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์
8. หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีหรือยาปฏิชีวนะ ทำให้ผลผลิตมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค
9. เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของการทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงและระบบเกษตรอินทรีย์

การเลี้ยงหมูหลุมจะให้ประสบผลสำเร็จ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำให้ถูก
หลักวิชาการจะทำให้การเลี้ยงหมูหลุมประสบผลสำเร็จ ไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นของมูลสุกร ไม่กระทบต่อสภาพแวดล้อม มลภาวะไม่เป็นพิษ ตลอดจนสุขอนามัยของผู้เลี้ยงและสุกรดี มีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้
1. การสร้างโรงเรือนและคอกสำหรับเลี้ยงหมูหลุม
2. การเตรียมพื้นคอกหมูหลุม
3. การผลิตเชื้อราขาวหรือจุลินทรีย์ท้องถิ่น สำคัญมากต้องทำ ขาดไม้ได้
4. การทำน้ำหมักจุลินทรีย์จากพืช มี 3 ชนิด
    4.1 การทำน้ำหมักจุลินทรีย์จากพืชสีเขียว
    4.2 การทำน้ำหมักจุลินทรีย์จากผลไม้สุก
    4.3 การทำน้ำหมักจุลินทรีย์จากพืชสมันไพร
5. การทำน้ำหมักจุลินทรีย์จากน้ำซาวข้าว มี 3 ชนิด
    5.1 การทำน้ำหมักจุลินทรีย์จากน้ำซาวข้าวกับเปลือกไข่
    5.2 การทำน้ำหมักจุลินทรีย์จากน้ำซาวข้าวกับถ่านกระดูกสัตว์
    5.3 การทำน้ำหมักจุลินทรีย์จากน้ำซาวข้าวกับนมสด
6. การทำน้ำหมักจุลินทรีย์ จาก กุ้ง หอย ปู ปลา ไส้เดือน และรกสุกร อย่างใดอย่างหนึ่ง
7. การทำอาหารหมักสำหรับหมูหลุม
8. การทำน้ำหมากฝรั่งสำหรับหมูหลุม
9. การเลี้ยงและการจัดการหมูหลุม

การปลูกมะพร้าว


 
1.เพื่อให้ได้ต้นมะพร้าวที่มีลักษณะดีตามที่ต้องการ จำเป็นจะต้องคัดเลือกที่จะนำไปเพาะ และเมื่อเพาะงอกเป็นหน่อแล้ว ก็จะต้องคัดเลือกหน่อพันธุ์ด้วย โดยมีขั้นตอนการคัดเลือกดังนี้
สวนพันธุ์
ต้นพันธุ์
ผลพันธุ์
หน่อพันธุ์
________________________________________
2.การเลือกสวนพันธุ์
เป็นสวนที่ปลูกมะพร้าวพันธุ์เดียวกัน
ขนาดสวนไม่น้อยกว่า 10 ไร่
อยู่ในแหล่งที่มีการปลูกมะพร้าวเป็นอาชีพ
ต้นมะพร้าวมีขนาดอายุไล่เลี่ยกัน และควรจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี
เป็นสวนที่มีการดูแลปานกลาง และมีต้นที่มีผลดกอยู่เป็นส่วนมาก
ไม่มีโรคหรือแมลงระบาด
ในกรณีที่อยู่ไกลแหล่งปลูกมะพร้าวเป็นอาชีพ ไม่มีสวนขนาดใหญ่อาจคัดเลือกเพียงบาง หลักการเท่าที่จะทำได้ หรือคัดเลือกเป็นต้น ๆ ก็ได้

________________________________________
3.การเลือกต้นพันธุ์
ควรเป็นต้นที่อยู่ในบริเวณกลาง ๆ สวน ให้ผลดกไม่น้อยกว่า 60 ผล/ต้น/ปี
ควรมีการจดบันทึกการให้ผลของต้นที่คิดว่าจะใช้เป็นต้นพันธุ์ก่อนสัก 3-4 ปี เพื่อให้แน่ใจว่า ให้ผลดกจริง โดยทาสีไว้ที่ต้นเป็นที่สังเกตหรืออาจทำเครื่องหมายอย่างอื่นก็ได้
เป็นต้นที่ไม่อยู่ใกล้บ้าน คอกสัตว์หรือในที่ทีดีกว่าต้นอื่น
ลำต้นตรง แข็งแรง อวบ ปล้องถี่ พุ่มใบเป็นรูปวงกลม หรือครึ่งวงกลม มีจำนวนทาง (ใบ) มาก โคนทางสั้นและใหญ่ มีจั่นอย่างน้อย 10 จั่น กระจายอยู่รอบต้น และทุกจั่นมีผลขนาดต่าง ๆ กันติดอยู่ ทะลายควรนั่งทางก้านทะลายสั้นและใหญ่
เป็นต้นที่มีอายุไม่น้อยกว่า 15 ปี ให้ผลมีลักษณะกลมขนาดใหญ่ เส้นรอบของกะลาไม่ต่ำกว่า 45 ซม. เนื้อหนา เปลือกไม่หนาหรือบางเกินไป
________________________________________
4.การเลือกผลพันธุ์
ผลมะพร้าวแม้จะเก็บจากต้นแม่พันธุ์ที่ได้รับการคัดเลือกแล้วก็ตาม อาจมีบางผลที่มีลักษณะ ไม่เหมาะจะนำไปเพาะทำพันธุ์ เช่น ผลแตกระหว่างเก็บเกี่ยว มีโรคแมลงทำลาย จึงควรคัดเลือกผลก่อนนำไปเพาะ ซึ่งมีลักษณะการพิจารณาดังนี้
เป็นผลที่ได้รับความกระทบกระเทือนน้อย จึงควรเก็บโดยใช้เชือกโยงลงมา หรือโยนลงน้ำ
ผลโตได้ขนาด รูปผลค่อนข้างกลม หรือมีลักษณะตรงตามพันธุ์
ผลแก่จัด เปลือกมีสีก้ามปู หรือสีน้ำตาล มีลักษณะคลอนน้ำ
ไม่มีโรคแมลงทำลาย
________________________________________
5.การเตรียมผลพันธุ์ก่อนเพาะ
ปาดเปลือกทางด้านหัวออกขนาดประมาณเท่าผลส้มเขียวหวานเพื่อให้น้ำซึมเข้าได้สะดวกใน ระหว่างเพาะ และช่วยให้หน่องอกแทงออกมาได้ง่าย
ถ้าเป็นผลที่ยังไม่แก่จัด เปลือกมีสีเขียวปนเหลือง ให้นำไปผึ่งไว้ในที่ร่มโดยวางเรียงให้ รอยปาดอยู่ด้านบน ผึ่งไว้ประมาณ 15-30 วัน จนเปลือกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล
เตรียมผลพันธุ์ไว้ประมาณ 2 เท่าของจำนวนหน่อที่ต้องการเพราะในขณะเพาะจะมีพันธุ์ที่ไม่ งอกและเมื่องอกแล้วก็ต้องคัดหน่อที่ไม่แข็งแรงออก

________________________________________
6.การเตรียมแปลงเพาะ
แปลงเพาะควรอยู่กลางแจ้ง ใกล้แหล่งน้ำ และมีการระบายน้ำดี
ไม่เป็นแหล่งที่เคยมีโรคและแมลงระบาดมาก่อน
พื้นแปลงควรเป็นทรายหยาบ เพื่อสะดวกในการเพาะและย้ายกล้า
ปราบวัชพืชออกให้หมด ถ้าพื้นดินเป็นดินแข็งควรไถดินลึก 15-20 ซม.
ถ้าแปลงกว้างมาก ควรแบ่งเป็นแปลงย่อย ขนาดกว้างประมาณ 2.50 เมตร ยาวตามความต้องการ เว้นทางเดินระหว่างแปลง 50 ซม.
ในแต่ละแปลงย่อยขุดเป็นร่องลึกประมาณ 10 ซม. กว้างเท่าขนาดของผลมะพร้าว ยาวตลอด พื้นที่ แต่ละแปลงจะเพาะมะพร้าวได้ 10 แถว

________________________________________
7.วิธีการเพาะ
วางผลมะพร้าวตามแนวนอนลงในร่องที่เตรียมไว้ หันด้านที่ปาดขึ้นข้างบนเรียงไปตามทิศ ทางเดียวกัน ให้แต่ละผลติดกันหรือห่างกันไม่เกิน 5 ซม.
กลบทรายหรือดินให้ส่วนของผลมะพร้าวโผล่พ้นผิวดินประมาณ 1/3 ของผล
ถ้าฝนไม่ตก รดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ โดยสังเกตจากความชื้นตรงบริเวณรอยปาด
คอยดูแลกำจัดวัชพืช โรค-แมลงต่าง ๆ
หลังจากเพาะแล้วประมาณ 2-3 สัปดาห์หน่อจะเริ่มงอก ในระยะแรก ๆ จะงอกน้อย เมื่อเลย 4 สัปดาห์ไปแล้วหน่อจะงอกมากขึ้น มะพร้าวที่ไม่งอกภายใน 10 สัปดาห์ หรือ 70 วัน ควรคัดทิ้ง หรือนำไปทำมะพร้าวแห้ง เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้ให้งอกก็จะได้หน่อที่ไม่ดี ตามปกติมะพร้าวจะ งอกประมาณร้อยละ 60 ภายใน 10 สัปดาห์ เมื่อหน่อยาวประมาณ 1-3 นิ้ว ควรย้ายลงแปลงชำ ในการค้าจะไม่ย้ายลงแปลงชำทีละน้อย แต่จะรอย้ายพร้อมกันในคราวเดียว
ในกรณีที่ทำการเพาะมะพร้าวเป็นจำนวนไม่มากนักอาจทำการเพาะโดยไม่ต้องนำลงแปลงชำ ก็ได้ แต่ในการเพาะจะต้องขยายระยะให้กว้างขึ้น โดยวางผลห่างกันประมาณ 45-50 ซม. เพื่อให้หน่อเจริญได้ดี จะได้หน่อที่อ้วนและแข็งแรง เมื่อหน่อมีใบประมาณ 4-6 ใบ ก็คัดไป ปลูกได้
________________________________________
8.วิธีการชำ
เตรียมแปลงชำเช่นเดียวกับแปลงเพาะ
แปลงชำควรอยู่ใหล้กับแปลงเพาะ เพื่อสะดวกในการขนย้ายหน่อ ถ้าดินไม่ดีให้ใส่ปุ๋ยคอกไร่ละ 24 ปี๊บ (240 กก.) หว่านให้ทั่วแปลงแล้วไถกลบ
ขุดหลุมขนาดเท่าผลมะพร้าว ระยะระหว่างหลุม 60 ซม. อาจวางผังการทำแบบสามเหลี่ยมด้านเท่า หรือแบบสี่เหลี่ยมจตุรัสก็ได้
ย้ายหน่อมะพร้าวจากแปลงเพาะลงชำในหลุมให้หน่อตั้งตรง กลบดินหนาประมาณ 2/3ของผล เพื่อไม่ให้ดินทับส่วนคอของหน่อพันธุ์
ใช้ทางมะพร้าวหรือหญ้าแห้งคลุมแปลง (อาจใช้วัสดุอื่นก็ได้) เพื่อรักษาความชุมชื้น
ถ้าฝนไม่ตก รดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ
ป้องกันกำจัดวัชพืช โรค-แมลง
เมื่อมะพร้าวมีอายุระหว่าง 6-8 เดือน( อยู่ในแปลงชำ 4-6 เดือน) หรือมีใบประมาณ 4-6 ใบ (ทาง) ก็คัดเลือกหน่อที่สมบูรณ์ไปปลูกได้
________________________________________
9.ลักษญะหน่อพันธุ์ที่ดี
หน่อมีอายุ 6-8 เดือน หรือมีใบ 4-6 ใบ
หน่อมีลักษณะอวบ โคนหน่อโต ใบกว้างสีเขียวเข้ม ก้านทางสั้นใหญ่
ไม่มีโรคและแมลงทำลาย

 

การเลี้ยงไก่พื้นเมือง


 
วัตถุดิบอาหารที่ใช้เลี้ยงและสูตรอาหารไก่พื้นเมือง

             อาหารที่ใช้เลี้ยงไก่พื้นเมืองมีอยู่หลายชนิด แต่ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ ข้าวเปลือก ปลายข้าว และรำ ซึ่งเป็นอาหารที่มีอยู่ในท้องถาน นอกจากนี้ผู้ที่เลี้ยงไก่พื้นเมืองอาจใช้ข้าวโพด ใบกระถินบดให้ละเอียด กากถั่วเหลือง และปลาป่น ฯลฯ
             โดยหลักการแล้ว ไก่พื้นเมืองต้องการอา หารที่ดีมีคุณภาพที่มีพร้องทั้งไขมัน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แร่ธาตุ และวิตามิน ซึ่งมีพร้อมในอาหารสำเร็จรูป แต่การเลี้ยงไก่พื้นเมืองในชนบท จะเป็นการเลี้ยงเพื่อรับประทานในครัวเรือน โดยปล่อยให้ไก่พื้นเมืองหาอาหารกินเองตามธรรมชาติ จะมีการให้อาหารเสริมบ้าง เช่น ปลายข้าวหรือข้าวเปลือกโปรยให้กินก่อนไก่พื้นเมืองเข้าโรงเรือน แต่สำหรับผู้เลี้ยงไก่พื้นเมืองที่ต้องการให้ไก่พื้นเมืองเจริญเติบโตเร็ว ขายได้ราคาดี ควรให้อาหารที่มีคุณค่าครบถ้วนตามที่ไก่พื้นเมืองต้องการ อาจใช้หัวอาหารผสมกับปลายข้าวและรำ ในอัตราส่วน 1 : 2 : 2 (หัวอาหาร 1 ส่วน ปลายข้าว 2 ส่วน รำ 2 ส่วน) หรืออาจใช้สูตรอาหารต่อไปนี้

สูตรอาหารที่ใช้เลี้ยงลูกไก่พื้นเมือง
แรกเกิด จนถึงอายุ 2 เดือน สูตรอาหารที่ใช้เลี้ยงไก่พื้นเมืองอายุ 2 เดือนขึ้นไป
     1. หัวอาหารอัดเม็ดสำหรับไก่ระยะแรก 8 กิโลกรัม
     2. รำรวม 8 กิโลกรัม
     3. ปลายข้าว 10 กิโลกรัม 1. รำรวม 38 กิโลกรัม
     2. ปลายข้าว 60 กิโลกรัม
     3. เปลือกหอยป่น 2 กิโลกรัม

 การฟักไข่ไก่พื้นเมือง

        ปกติแล้วแม่ไก่พื้นเมืองจะเริ่มให้ไข่ เมืออายุประมาณ 6-8 เดือน จะไข่เป็นชุด โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ ปีละ 4 ชุด ชุดละ 8-12 ฟอง แม่ไก่พื้นเมืองเมื่อไข่หมดชุดแล้วจะเริ่มฟักไข่
ก่อนที่แม่ไก่พื้นเมืองจะฟักไข่ ควรฆ่าไรและเหาเสียก่อน โดยจับแม่ไก่พื้นเมืองจุ่มน้ำยาฆ่าไรและเหา เพื่อป้องกันไม่ให้รบกวนในยามฟักไข่การฟักไข่นั้นแม่ไก่พื้นเมืองจะกกไข่ตลอดคือ และออกหาอาหารกินในตอนเช้า ตอนกลางวันแม่ไก่พื้นเมืองจะขึ้นกกไข่วันละ 2 ชั่วโมง แล้วออกจากรังไปหากินอาหารสลับกันอยู่อย่างนี้ เมื่อแม่ไก่พื้นเมืองกกไข่ได้ประมาณ 5-7 วัน ควรเอาไข่มาส่องดูเชื้อ โดยใช้กระดาษแข็งม้วนเป็นรูปกระบอก เอาไข่ไก่พื้นเมืองมาชิดที่ปลายท่อด้านหนึ่ง แล้วยกขึ้นส่องดูกับแสงแดดหรือส่องกับหลอดไฟนีออนก็ได้ ไข่ที่มีเชื้อจะเห็นเป็นจุดสีดำอยู่ข้างในและมีเส้นเลือดสีแดงกระจายออกไป ส่วนไข่ที่ไม่มีเชื้อจะใสมองไม่เห็นเส้นเลือด ต้องคัดออกและนำไปเป็นอาหารได้ (โดยการต้ม)         การคัดไข่ที่ไม่มีเชื้อออกจะเป็นการช่วยให้แม่ไก่พื้นเมืองฟักไข่ที่มีเชื้อได้ดีขึ้นและได้ลูกไก่พื้นเมืองมากขึ้น การส่องไข่เมื่อแม่ไก่พื้นเมืองฟักไข่ได้ 5-7 วันแล้ว ถ้าเป็นไปได้ควรส่องเมื่อฟักไข่ได้ 14 และ 18 วันอีกครั้ง เพื่อคัดไข่เชื้อตายหลังจากฟักการส่องครั้งแรกออกมา
ในการฟักไข่นั้น แม่ไก่พื้นเมืองจะใช้เวลาฟักไข่จนออกเป็นตัวประมาณ 21 วัน เมื่อลูกไก่พื้นเมืองฟักออกหมดแล้ว ควรเอาวัสดุที่รองรังไข่รวมทั้งเปลือกไข่เผาทิ้งเสีย และทำความสะอาดรังไข่ไว้สำหรับให้แม่ไก่พื้นเมืองไข่อีกต่อไป

        

การเลี้ยงและการดูแลลูกไก่พื้นเมือง

เมื่อลูกไก่พื้นเมืองออกจากไข่หมดแล้ว ควรให้แม่ไก่พื้นเมืองเลี้ยงลูกเอง โดยย้ายแม่ไก่พื้นเมืองและลูกไก่พื้นเมืองลงมาขังในสุ่มหรือในกรงในระยะนี้ควรมีถาดอาหารสำหรับใส่รำ ปลายข้าว หรือเศษข้าวสุกให้ลูกไก่พื้นเมืองกินและมีถ้วยหรืออ่างน้ำตื้น ๆ ใส่น้ำสะอาดให้กินตลอดเวลา
เมื่อลูกไก่พื้นเมืองอายุประมาณ 2 สัปดาห์ ลูกไก่พื้นเมืองแข็งแรงดีแล้ว จึงเปิดสุ่มหรือกรงให้ลูกไก่พื้นเมืองไปหากินกับแม่ไก่พื้นเมืองได้โดยธรรมชาติแม่ไก่พื้นเมืองจะเลี้ยงลูกประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นให้แยกลูกไก่พื้นเมืองออกจากแม่ไก่พื้นเมือง โดยนำไปเลี้ยงในกรงหรือแยกเลี้ยงต่างหาก เพื่อให้แม่ไก่พื้นเมืองฟักตัวเตรียมไข่ในรุ่งต่อไป
ลูกไก่พื้นเมืองอายุ 2 สัปดาห์ที่แยกออกจากแม่ไก่พื้นเมืองใหม่ ๆ ยังหาอาหารไม่เก่งและยังป้องกันตัวเองไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องเลี้ยงต่างหากในกรงเพื่อให้แข็งแรงปราดเปรียว และเมื่อมีอายุได้ 1 ? -2 เดือนจึงปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติในระยะนี้ลูกไก่พื้นเมืองจะมีการตายมากที่สุดผู้ที่เลี้ยงควรเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิดในเรื่องน้ำ อาหาร และการป้องกันโรค

      การเลี้ยงไก่พื้นเมืองไว้กินไข่  

การเลี้ยงไก่พื้นเมืองไว้กินไข่ มีการจัดการง่าย ๆ แต่ผู้ที่เลี้ยงไก่พื้นเมืองต้องเอาใจใส่พอสมควร เริ่มจากแม่ไก่พื้นเมืองเริ่มไข่ ให้ผู้ที่เลี้ยงไก่พื้นเมืองต้องเอาใจใส่พอสมควร เริ่มจากแม่ไก่พื้นเมืองเริ่มไข่ ให้ผู้ที่เลี้ยงไก่พื้นเมืองสังเกตว่าถ้าแม่ไก่พื้นเมืองไข่ดก แม่ไก่พื้นเมืองจะชอบไข่ในตอนเช้า พอรุ่งเช้าขึ้นก็จะไข่อีก 1 ฟอง ให้ผู้ที่เลี้ยงไก่พื้นเมืองเก็บไข่ฟองเก่าออก และให้เก็บทุก ๆ วันที่แม่ไก่พื้นเมืองไข่ โดยให้เหลืออยู่ในรังเพียงฟองเดียว แม่ไก่พื้นเมืองก็จะไข่ไปเรื่อย ๆ
ถ้าผู้ที่เลี้ยงไก่พื้นเมืองสังเกตเห็นว่า แม่ไก่พื้นเมืองจะเริ่มฟักไข่กล่าวคือจะกิจอาหารน้อยลงเพื่อบังคับตัวเองไม่ให้ไข่ต่อไป จะต้องรีบแยกแม่ไก่พื้นเมืองมาขังไว้ต่างหาก ซึ่งผู้ที่เลี้ยงไก่ควรมีที่ไว้สำหรับขังแม่ไก่พื้นเมืองไม่ให้ฟักไข่ได้ หลังจากนั้น หาอาหารที่มีโปรตีน เช่น รำ ปลายข้าว และปลายป่น หรือถ้าหาอาหารไก่ไข่ให้กินได้จะดีมาก แล้วเอาไก่พื้นเมืองตัวผู้เข้าไปขังรวมไว้ด้วยประมาณ 4-5 วัน แม่ไก่พื้นเมืองจะเริ่มให้ไข่อีก ซึ่งผู้เลี้ยงไก่พื้นเมืองแบบนี้จะได้ไข่ไก่พื้นเมืองตลอดเวลาและเป็นวิธีการเลี้ยงเพื่อกินไข่โดยเฉพาะ แต่ถ้าเลี้ยงไก่พื้นเมืองโดยที่ผู้เลี้ยงลืมปล่อยให้แม่ไก่พื้นเมืองเริ่มฟักไข่ไปได้ประมาณ 2-3 วัน แล้วจึงแยกแม่ไก่พื้นเมืองออก จะต้องเสียเวลาประมาณ 1-2 อาทิตย์ แม่ไก่พื้นเมืองจึงจะเริ่มไข่ใหม่

วิธีการเพาะปลูกมันสำปะหลังที่เหมาะสม


วิธีการเพาะปลูกมันสำปะหลังที่เหมาะสม

1. การเตรียมดิน

             หากดินที่ทำการเพาะปลูกมันติดต่อกันหลายปี ควรปรับปรุงดิน เพื่อรักษาระดับผลผลิตในระยะยาว ด้วยการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักเปลือกมันชนิดเก่าค้างปี (จากโรงแป้งทั่วไป) ที่หาได้ในท้องถิ่น หรือ ปลูกพืชตระกูลถั่วต่าง ๆ หมุนเวียนบำรุงดิน ในกรณีที่พื้นที่ประเภทหญ้าคา ควรใช้ยาราวด์อัพหรือเครือเถาต่าง ๆ ควรใช้ยาสตาร์เรน ฉีดพ่นยาจำกัดเสียก่อนการไถ จากนั้นไถครั้งแรกโดยไถกลบวัชพืชก่อนปลูกด้วยผาน 3 (อย่าเผาทำลายวัชพืช) ให้ลึกประมาณ 20-30 ซม. แล้วทิ้งระยะไว้ประมาณ 20-30 วัน เพื่อหมักวัชพืชเป็นปุ๋ยในดินต่อไป ไถพรวนด้วยผาน 7 อีก 1-2 ครั้ง ตามความเหมาะสม และรีบปลูกโดยเร็ว ในขณะที่ดินยังมีความชื้นอยู่

2. การเตรียมท่อนพันธุ์

            ใช้ท่อนพันธุ์มันที่สด อายุ 10-12 เดือน ตัดทิ้งไว้ไม่เกินประมาณ 15 วัน โดยติดให้มีความยาวประมาณ 20 ซม. มีตาไม่น้อยกว่า 5 ตา เพื่อป้องกันเชื้อราและแมลง ควรจุ่มท่อนพันธุ์ในยาแคปแทน 1.6 ขีด (160 กรัม) ผสมร่วมกับมาลาไธออน 20 ซีซี ในน้ำ 20 ลิตร ประมาณ 5 นาที ก่อนปลูก

3. การปลูก

            ปลูกเป็นแถวแนวตรง เพื่อสะดวกในการบำรุงรักษาและกำจัดวัชพืช โดยใช้ระยะระหว่างแถว 1.20 เมตร ระยะระหว่างต้น 80 ซม. และปักท่อนพันธุ์ให้ตั้งตรงลึกในดินประมาณ 10 ซม.


4. การฉีดยาคุมเมล็ดวัชพืช

สำหรับการปลูกในฤดูฝนสภาพดินชื้น ควรฉีดยาคุมวัชพืชด้วยยาไดยูรอน (คาแม็กซ์) หลังจากการปลูกทันที ไม่ควรเกิน 3 วัน หรือก่อนต้นมันงอก หากฉีดหลังต้นมันงอก อาจทำให้ต้นมันเสียหายได้ ใช้ยาในอัตรา 6 ขีด (600 กรัม) ผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นได้ประมาณ 1 ไร่ครึ่ง


5. การกำจัดวัชพืชและการใส่ปุ๋ย

กำจัดวัชพืช ครั้งที่ 1 ประมาณ 30-45 วัน หลังการปลูก โดยใช้รถไถเล็กเดินตาม หรือ จานพรวนกำจัดวัชพืช ติดท้ายรถแทรกเตอร์ พร้อมทั้งใส่ปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 25-50 กก./ไร่ ห่างจากต้นมัน 1 คืบ (20 ซม.) จากนั้นใช้จอบกำจัดวัชพืชส่วนที่เหลือ พร้อมกับกลบปุ๋ยไปด้วย หรือใส่ปุ๋ยโดยการขุดหลุม ห่างจากโคนต้น 1 คืบ แล้วกลบดินตามก็ได้ ข้อสำคัญควรใส่ปุ๋ยขณะที่ดินมีความชื้นอยู่ กำจัดวัชพืช ครั้งที่ 2 ประมาณ 60-70 วัน หลังการปลูก โดยปฏิบัติเช่นเดียวกันกับครั้งแรก กำจัดวัชพืช ครั้งที่ 3 ตามความจำเป็น โดยใช้จอบถาก หรือฉีดพ่นด้วยยากรัมม๊อกโซน (ควรใช้ฝากครอบหัวฉีด เพื่อป้องกันไม่ให้ยาโดนตาและลำต้นมัน)

6. การเก็บเกี่ยว

ทำการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในช่วงอายุที่เหมาะสม คือ ประมาณ 10-12 เดือน พร้อมทั้ง วางแผนการเตรียมท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง เพื่อการปลูกในคราวต่อไปส่วนของต้นมันสำปะหลังที่ไม่ใช้ เช่น ใบ กิ่ง ก้าน หรือ ลำต้น ควรสับทิ้งไว้ในแปลง เพื่อให้เป็นปุ๋ยพืชสดในดินต่อไป

การปลูกพริก




ขั้นตอนการปลูก
หลังจากเพาะเลี้ยงต้นกล้าให้ได้อายุ 2-3 สัปดาห์ ก่อนย้ายลงแปลงจริงให้ตัดยอดจนเหลื่อแต่ใบแก่ พร้อมกับรากแก้วให้เหลือเพียง 1-1 นิ้วครึ่ง เมื่อพริกโตขึ้นจะไม่สูง
 
ชะลูด แต่จะแตกพุ่มกลมมีกิ่งแขนงมากส่งผลให้มีดอกและผลมากด้วยส่วนรากจะเกิดรากฝอย ใหม่จำนวนมากแผ่กระจายรอบทรงพุ่มสามารถหาอาหารไปเลี้ยงลำต้นได้ง่าย

การเตรียมต้นกล้าก่อนปลูก
หลังจากนำต้นกล้าขึ้นมาจากแปลงเพาะเตรียมที่จะลงแปลงปลูก ให้นำต้นกล้าที่เตรียมไว้ลงแช่น้ำที่ผสมที-เอส-3000หรือไฮแม็ก อย่างไดอย่างหนึ่ง
-ที-เอส-3000 ประมาณ 3 ขีด ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อให้ต้นกล้าได้รับ ซิลิก้า ซึ่งจะทำให้ลำต้นแข็งแรง กระตุ้นการแตกรากดี ทำให้ต้นพริกฟื้นตัวได้เร็ว
- ไฮ-แม็ก ประมาณ 30-50 ซีซี (2-3 ฝา) เพื่อให้ต้นกล้าได้รับ ธาตุอาหาร ซึ่งจะทำให้ลำต้นแข็งแรง กระตุ้นการแตกรากดี ทำให้ต้นพริกฟื้นตัวได้เร็ว การปลูกไม่ควรปลูกลงลึกเกินไปเพราะจะทำให้พริกโตช้า

การใส่ปุ๋ย
หลังจากปลูกได้ประมาณ 20-25 วันหรือให้สังเกตดูต้นพริกมีความพร้อมที่ต้องการปุ๋ยให้ใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งการเจริญเติบโตดังนี้
กรณี ใส่ปุ๋ยอินทรีย์(ปุ๋ยมูลสัตว์)ถ้าต้องการใสปุ๋ยอินทรีย์ใช้สารที-เอส-3000 ชนิดผง 15 กก.ผสมปุ๋ยอินทรีย์ในอัตราปุ๋ยอินทรีย์ 200-300 กก. หว่านในอัตรา 1 ไร่ ที-เอส-3000 มีสารอาหารที่ครบถ้วนช่วยให้พืชได้รับธาตุอาหารที่ครบถ้วน ช่วยลดปัญหาการเกิดเชื้อรา ลดปัญหาการเกิดโรครากเน่า โคนเน่า จะช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง ของปุ๋ยอินทรีย์ให้มีค่าเป็นกลางเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อพืช



แบบสอบถามออนไลน์