วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558

สรุปการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation) 

ชื่อ ติณห์นล สกุล ทองใบ เลขที่ 8 .ห้อง 10

กลุ่มที่ 1

ปัญหาที่นักเรียนศึกษา การเเกล้งกันในวัยรุ่น
ที่มาและความสำคัญของปัญหา
เริ่มจากในวัยรุ่นบางคนมีปํญหาการเข้าสังคม เนื่องจากไม่เป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อน ทำให้เกิดปํหาซึมเศร้า ท้อเเท้ ไม่มีที่ปรึกษา ซึ่งถือเป็นปัญหาที่สำคัญเพราะว่า จะทำให้บุคคลที่มีความสามารถแต่ไม่สามารถร่วมทำงานกับผู้อื่นได้เพราะมีปัญหาการเข้าสังคม
วัตถุประสงค์
1.เพื่อศึกษาปัญหาการไม่สามารถเข้าสังคมกับผุ้อื่นได้ไม่สามารถทำงานกับผู้อื่นได้และกลายเป็นผู้ถูกข่มเหง
2.เพื่อเรียนรู้วิธีการสร้างภาพยนต์สั้น

ผลการศึกษา (ให้เขียนตามวัตถุประสงค์ )
1. เพื่อนมีความหมายสำหรับวัยรุ่น ใครที่มีเพื่อนน้อยหรือไม่มีคนคบจะเป็นวัยรุ่นที่มีปมด้อยมาก
สาเหตุที่ทำให้วัยรุ่นมีปัญหากับเพื่อน มักเกิดจากพื้นฐานไม่ดีมาก่อน 
2. การเขียนบท การทำสตอรี่บอร์ต การถ่ายภาพมุมต่างๆ เทคนิคการเเสดง

เสนอแนวคิดในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบด้วยองค์ความรู้จากการค้นพบ
1.เข้าหาเพื่อนให้มากขึ้นอาจทำได้โดยการพูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกัน
2.เพื่อนอาจไม่ชอบบุคลิกลักษณะของตัวเราจึงอาจจะต้องปรับปรุงตนเอง

นักเรียนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการเรียนวิชา IS1
1.ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำblogger และสามารถนำมาพัฒนาเป็นผลงานของตัวเองให้ดียิ่งขึ้นไป
2.เรียนรู้เกี่ยวกับการเขียนบทภาพยนตร์
3.ได้รู้ถึงมุมกล้องในการถ่ายทำภาพยนตร์ว่าแต่ละบทควรใช้มุมกล้องแบบใด
4.ทราบถึงวิธีการสร้างผลงานเป็นลำดับขั้นตอน
5.เรียนรู้การทำงานเป็นกลุ่ม
6.สร้างความรักและความสามัคคีในการทำงานร่วมกับผู้อื่น
7.มีความตระหนักและเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาที่ตนศึกษา และนำไปพํฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ความรู้เบื้องต้นในการตัดต่อวิดีโอที่ทำได้ไม่ยากอย่างที่คิด
ในปัจจุบันงานวิดีโอได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรามากขึ้น ด้วยความสามารถของงานทางด้านมัลติมีเดียที่ทำให้การนำเสนองานของเราน่าสนใจแล้วราคากล้องวิดีโอก็ราคาถูกลงมามากและหาซื้อได้ไม่ยาก พร้อมกับโปรแกรมที่ใช้ในการตัดต่อวิดีโอก็มีให้เลือกใช้มากมายและก็ไม่ยากจนเกินไปที่จะเรียนรู้ สำหรับสื่อนี้จะขอนำเสนอการตัดต่อด้วยโปรแกรม Ulead Video Studio เพื่อเป็นพื้นฐานในการตัดต่อ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ดังนี้
ประโยชน์ของงานวิดีโอ
1.  แนะนำองคกรและหน่วยงาน การสร้างงานวิดีโอเพื่อแนะนำสถานที่ต่างๆ หรือในการนำเสนอข้อมูลภายในหน่วยงานและองค์กร เพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับผู้ชมผู้ฟังและยังก่อให้เกิดความเข้าใจในตัวงานได้ง่ายขึ้น
2.  บันทึกภาพความทรงจำ และเหตุการณ์สำคัญต่างๆ เช่น การเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ งานวันเกิดงานแต่งงาน งานรับปริญญางานเลี้ยงของหน่วยงานหรือองค์กร ซึ่งเดิมเราจะเก็บไว้ในรูปแบบภาพนิ่ง
3.  การทำสื่อการเรียนการสอน คุณครูสามารถสร้างสื่อการสอนในรูปแบบวิดีโอไว้นำเสนอได้หลายรูปแบบ เช่น เป็นวิดีโอโดยตรง เป็นภาพวิดีโอประกอบในโปรแกรม POWER POINT   เป็นภาพวิดีโอประกอบใน Homepage และอื่นๆ
4.  การนำเสนอรายงาน วิทยานิพนธ์ และงานวิจัยต่างๆ ซึ่งปรับเปลี่ยนการนำเสนองานจากรูปแบบเดิม ที่เป็นเอกสารภาพประกอบ แผ่นชาร์จแผ่นใส ให้ทันสมัยเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
5.  วิดีโอสำหรับบุคคลพิเศษ บุคคลสำคัญในโอกาสพิเศษ อาจหมายถึง วิทยากรที่เชิญมาบรรยาย ผู้จะเกษียณอายุจากการทำงาน เจ้าของวันเกิดคู่บ่าวสาว โอกาสของบุคคลที่ได้รับรางวัลต่างๆ
และที่กล่าวมานี้คือส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้เรามองเห็นความสำคัญของงานวิดีโอมากขึ้น และได้รู้ว่าการทำวิดีโอไม่ได้ลงทุนมากและยุ่งยากอย่างที่คิดจากประสบการณ์ ในการทำงานวิดีโอ สรุปได้ว่าวิดีโอที่ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินลงทุนที่ใช้ แต่ขึ้นอยู่กับความประณีต และความคิดสร้างสรรค์
แนวคิดในการสร้างวิดีโอ
ก่อนที่ลงมือสร้างผลงานวิดีโอสักเรื่อง จะต้องผ่านกระบวนการคิด วางแผนมาอย่างรอบครอบ ไม่ใช่ไปถ่ายวิดีโอแล้วก็นำมาตัดต่อเลย โดยไม่มีการคิดให้ดีก่อนที่จะถ่ายทำ เพราะปัญหาที่มักเกิดขึ้นเสมอก็คือการที่ไม่ได้ภาพตามที่ต้องการ เนื้อหาที่ถ่ายมาไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการนำเสนอ ในที่นี้ขอแนะนำแนวคิดในการทำงานวิดีโออย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามความต้องการ จะไม่ต้องมาเสียเวลาแก้ไขภายหลัง โดยมีลำดับแนวคิดของงานสร้างวิดีโอเบื้องต้น ดังนี้
1.  เขียน Storyboard สิ่งแรกที่เราควรเรียนรู้ก่อนสร้างงานวิดีโอ ก็คือ   การเขียนStoryboard  คือ การจินตนาการฉากต่างๆ ก่อนที่จะถ่ายทำจริงในการเขียน Storyboard อาจวิธีง่ายๆ ไม่ถึงขนาดวาดภาพปรกอบก็ได้ เพียงเขียนวัตถุประสงค์ของงานให้ชัดเจนว่าต้องการสื่ออะไรหรืองานประเภทไหน จากนั้นดูว่าเราต้องการภาพอะไรบ้าง เขียนออกมาเป็นฉาก เรียงลำดับ 1, 2, 3,…….
2.  เตรียมองค์ประกอบต่างๆ ที่ต้องใช้ ในการทำงานวิดีโอ เราจะต้องเตรียมองค์ประกอบต่างๆ ให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นไฟล์วิดีโอ ไฟล์ภาพนิ่ง ไฟล์เสียง หรือไฟล์ดนตรี
3.  ตัดต่องานวิดีโอ การตัดต่อคือการนำองค์ประกอบต่างๆ ที่เตรียมไว้มาตัดต่อเป็นงานวิดีโอ งานวิดีโอจะออกมาดีน่าสนใจเพียงใดขึ้นอยู่กับการตัดต่อเป็นสำคัญ ซึ่งเราจะต้องเรียนรู้การตัดต่อในบทต่อไปก่อน
4.  ใส่เอ็ฟเฟ็กต์/ตัดต่อใส่เสียง ในขั้นตอนการตัดต่อ เราจะต้องตกแต่งงานวิดีโอด้วยเทคนิคพิเศษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นสี การใส่ข้อความ หรือเสียงดนตรี ซึ่งจะช่วยให้งานของเรามีสีสัน และน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
5.  แปลงวิดีโอ เพื่อนำไปใช้งานจริง ขั้นตอนการแปลงวิดีโอเป็นขั้นตอนสุดท้าย ในการทำงานวิดีโอที่เราได้ทำเรียบร้อยแล้วนั้นไปใช้งาน โปรแกรม Ulead Video Studio สามารถทำได้หลายรูป แบบ เช่น ทำเป็น VCD, DVD หรือเป็นไฟล์ WMV สำหรับนำเสนอทางอินเทอร์เน็ต
ที่มาhttp://www.ronsdigitalvideoediting.com/page/2/

ข้อควรรู้สำหรับการตัดต่อวีดีโอ ภาพยนต์ สามารถทำได้เอง
ในปัจจุบันการผลิตภาพยนตร์สามารถทำได้ง่ายขึ้น เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์กับกล้องดิจิตอลวีดิโอ ก็สามารถผลิตงานที่มีคุณภาพใกล้เคียงมืออาชีพได้แล้ว เพราะราคาของอุปกรณ์เหล่านี้มีราคาถูกลง ที่สำคัญโปรแกรมตัดต่อที่มีศักยภาพเพียงพอมีให้เลือกมากมายในราคาที่ไม่สูงนัก สามารถทำเทคนิคพิเศษต่างๆ ได้มากมาย โดยเฉพาะ Premiere Pro CS5
การตัดต่อภาพยนต์และทฤษฏีวีดีโอ
การตัดต่อภาพยนต์ คือ การลำดับภาพจากภาพยนต์ที่ถ่ายทำไว้ โดยนำแต่ละฉากมาเรียงกันตามโครงเรื่อง จากนั้นใช้เทคนิคการตัดต่อให้ภาพและเสียงมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน
ประเภทของการตัดต่อภาพยนต์
มีอยู่ 2 ประเภทได้แก่
– การตัดต่อแบบ Linear คือ การตัดต่อจากเทปวีดีโอ โดยที่ต้องมีเทปต้นฉบับ และเทปปล่าวเพื่อทำการบันทึกการตัดต่อ การตัดต่อชนิดนี้ต้องเริ่มจากต้นเรื่องไปจนจบเรื่อง ไม่สามารถกระโดดข้ามไปมาได้
– การตัดต่อแบบ Non – Linear เป็นการตัดต่อที่พัฒนามาจากแบบแรก โดยจะมุ่งเน้นไปในการแก้ไขที่ง่าย โดยการตัดต่อชนิดนี้จะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นหลัก
ขั้นตอนการสร้างภาพยนต์
1.วางโครงเรื่อง เป็นการวางแผนชิ้นงานที่เราต้องการจะทำ เป็นการออกแบบเรื่องราวที่เราต้องการเรียบเรียง อย่างเช่น การสอนหนังสือ เราควรวางแผนว่าเราต้องถ่ายวีดีโอแบบใด เวลาพักเราต้องการอะไรมาคั่นรายการ โดยเราสามารถคิดและวาดขึ้นมา โดยเราเรียกขั้นแรกนี้ว่า การทำ Storyboard
2. การจัดเตรียมภาพยนต์ เป็นขั้นตอนที่เราต้องทำต่อจากการวางโครงเรื่องและนำมาประกอบกันเป็นเรื่องราวตาม Storyboard อย่างเช่น เราต้องถ่ายวีดีโอเกี่ยวกับงานสอน เราต้องถ่ายคลิปคั่นเวลา เป็นต้น
3. ตัดต่อภาพยนต์ เป็นการนำคลิปวีดีโอที่เราได้ทำการสอนไว้แล้วมาทำการตัดต่อ ให้ได้ดังโครงเรื่องที่เราคิดไว้ (เราสามารถแก้ไขในส่วนที่เราคิดไว้ได้ อย่างเช่น คลิปที่นำมา ไม่สวยไม่งาม ก็สามารถแก้ไขได้
4. แปลงไฟล์ภาพยนต์ เป็นขั้นตอนสุดท้ายในการตัดต่อภาพยนต์ ซึ่งเราต้องนำชิ้นงานที่เราได้ถ่ายทำไปแล้วนั้นออกไปเผยแผ่ โดยผ่านสื่อต่างๆ
ระบบวีดีโอในปัจจุบัน
ระบบวีดีโอ มีความสัมพันธ์กับการนำไฟล์วีดีโอไปเผยแพร่ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งไฟล์วีดีโอนั้นต้องนำไปเปิดกับโทรทัศน์ หรือเครื่องเล่นอื่นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการกำหนดค่าของระบบในวีดีโอในขั้นตอนการตัดต่อด้วย ซึ่งแต่ละประเทศจะใช้ระบบไม่เหมือนกัน คือ
– ระบบ PAL เป็นระบบที่มีความคมชัดสูง แต่การเคลื่อนไหวไม่ค่อยราบรื่น โดยมีอัตราการแสดงภาพ (Frame Rate) 25 เฟรมต่อวินาที นิยมใช้ในหลายประเทศ โดยประเทศไทยก็ใช้ระบบนี้
– ระบบ NTSC เป็นระบบที่มีความคมชัดสู้ ระบบ PAL ไม่ได้ แต่การเคลื่อนไหวของภาพจะราบรื่นกว่าระบบ PAL เพราะมีอัตราการแสดงภาพ( Frame Rate ) 29.79 เฟรมต่อวินาที นิยมใช้ที่ประเทศญี่ปุ่น และอเมริกา
– ระบบ SECAM เป็นระบบที่มีความคมชัดสูง การเคลื่อนไหวของภาพมีความราบรื่น มีอัตราการแสดงผล ( Frame Rate ) 25 เฟรมต่อวินาที นิยมใช้ในแถบแอฟริกา
ที่มาhttp://www.ronsdigitalvideoediting.com/page/2/

การผลิตและการตัดต่อวิดีโอ

วิดีโอ คือ มัลติมีเดียที่สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียงบรรยายได้ การนำเสนอวิดีโอมีหลายรูปแบบ เช่น วิดีโอเพื่อการศึกษา วิดีโอเพื่อความบันเทิง ประโยชน์ของวิดีโอมีมากมาย นอกจากให้ความรู้ ให้ความบันเทิง ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ใช้งาน เช่น วิดีโอนำเสนอสินค้า ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นต้น การทำงานของวิดีโอมีหลายประเภทซึ่งสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมและความต้องการของผู้ใช้งาน เพื่อให้เข้าใจและสามารถเรียนรู้พร้อมกับสร้างวิดีโอได้ด้วยตนเองคุณจึงไม่ควรรอช้าที่จะทำความรู้จักกับการสร้างวิดีโอด้วยตนเองการสร้างสรรค์ผลงานของตนเองด้วยวิดีโอสามารถทำได้ง่ายหากทุกคนสามารถเรียนรู้และเข้าใจการสอนใช้โปรแกรมการสร้างผลงานในรูปแบบวิดีโอ เช่น วิดีโอสอนการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ วิดีโอการสอนสำหรับครู วิดีโอนำเสนอผลงาน Presentation วิดีโอWedding วิดีโอหนังสั้นภาพยนตร์ ซึ่งโปรแกรมที่สามารถใช้สร้างวิดีโอในปัจจุบันมีความหลากหลายให้ผู้ใช้งานเลือกใช้เพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของตนเอง ซึ่งขั้นตอนการผลิตวิดีโอ
1. การวางแผน เป็นการกำหนดเรื่องราวที่จะถ่ายทำว่าต้องการถ่ายทำสิ่งใด และกำหนดความยาวของเรื่องเพื่อที่จะได้เตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้พร้อม
2. การถ่ายทำ เป็นการบันทึกภาพเคลื่อนไหว ภาพนิ่งหรือเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ที่ผู้ผลิตต้องการจะถ่ายทำเพื่อจะได้นำข้อมูลนั้นเก็บไว้
3. แคปเชอร์ (Capture) เป็นการถ่ายโอนข้อมูลที่เป็นภาพอย่างเดียว หรือทั้งภาพและเสียงทีได้จากเทปวีดีโอ (VHS) มาบันทึกลงใน Harddisk ของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยทำการจัดเก็บเป็นไฟล์ .AVI หลาย ๆ ไฟล์ ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ และสามารถนำไฟล์ .AVI นี้ไปใช้ในการตัดต่อภาพได้
4.การตัดต่อ เป็นการนำไฟล์หลาย ๆ ไฟล์ที่จัดเก็บอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์มาเรียงต่อกัน โดยทำการเลือกภาพและเสียงที่ต้องการ จากนั้นจึงทำการตกแต่งภาพ โดยการเพิ่มเติมข้อมูลต่าง ๆ เช่น สีสัน ความสวยงาม ข้อความ เพิ่มความเร็วหรือลดความเร็วในการแสดงภาพเคลื่อนไหว ลดเหลี่ยมของภาพ หรือจะทำการปรับเปลี่ยนความยาวของข้อมูลก็ได้ เช่นการตัดต่อวีดีโอด้วย Adobe Premiere ปัจจุบันการตัดต่อวีดีโอด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์จะได้งานที่มีคุณภาพดีกว่า เนื่องจากสามารถเพิ่มเทคนิคพิเศษ ปรับแต่งภาพให้สวยงามได้ จึงได้รับความนิยม แต่ผู้ที่ต้องการตัดต่ออย่างมืออาชีพต้องไม่ลืมว่างบประมาณในการเตรียมอุปกรณ์ตัดต่อนั้นมีราคาแพง หากจะทำการตัดต่อเพื่อเพิ่มความรู้ก็ควรใช้อุปกรณ์ที่มีราคาเหมาะกับงานที่จะทำ เพื่อป้องกันความสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์
5. การจัดทำสื่อประสม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จาการตัดต่อวีดีโอด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยนำผลิตภัณฑ์ที่ได้มาทำการเก็บบันทึกให้อยู่ในรูปของไฟล์ต่าง ๆ เทปวีดีโอ แผ่นวีซีดี หรือแผ่นดีวีดี ซึ่งเป็นสื่อที่นิยมมากในปัจจุบัน เพื่อจะได้เก็บผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เหล่านั้นไว้ หรือนำออกมาเพื่อเผยแพร่
ที่มาhttp://www.ronsdigitalvideoediting.com/page/2/

สื่อมัลติมีเดียมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการตัดต่อวีดีโอและภาพยนตร์


วิดีโอเป็นองค์ประกอบของมัลติมีเดียที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากวิดีโอในระบบดิจิตอลสามารถนำเสนอข้อความหรือรูปภาพ ประกอบกับเสียงได้สมบูรณ์มากกว่าองค์ประกอบชนิดอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักของการใช้วิดีโอในระบบมัลติมีเดียก็คือ การสิ้นเปลืองทรัพยากรของพื้นที่บนหน่วยความจำเป็นจำนวนมาก เนื่องจากการนำเสนอวิดีโอด้วยเวลาที่เกิดขึ้นจริง จะต้องประกอบด้วยจำนวนภาพไม่ต่ำกว่า30 ภาพต่อวินาทีถ้าหากการประมวลผลภาพดังกล่าวไม่ได้ผ่านกระบวนการบีบอัดขนาดของสัญญาณมาก่อน การนำเสนอภาพเพียง 1 นาทีอาจต้องใช้หน่วยความจำมากกว่า 100 MB ซึ่งจะทำให้ไฟล์มีขนาดใหญ่เกินขนาดและมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ด้อยลง ซึ่งเมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถบีบอัดขนาดของภาพอย่างต่อเนื่องจนทำให้ภาพวิดีโอสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและกลายเป็นสื่อที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบมัลติมีเดีย
วิดีโอที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ วิดีโออะนาลอก เป็นวีดีโอที่ทำการบันทึกข้อมูลภาพและเสียงให้อยู่ในรูปของสัญญาณอนาลอก (รูปของคลื่น) สำหรับวีดีโอประเภทนี้ เช่น VHS ซึ่งเป็นม้วนเทปวีดีโอที่ใช้ดูกันตามบ้าน เมื่อทำการตัดต่อข้อมูลของวีดีโอชนิดนี้ อาจจะทำให้คุณภาพลดน้อยลงและวีดีโอดิจิตอล เป็นวีดีโอที่ทำการบันทึกข้อมูลภาพและเสียงที่ได้มาจากกล้องดิจิตอล ให้อยู่ในรูปของสัญญาณดิจิตอล คือ 0 กับ 1 ส่วนการตัดต่อข้อมูลของภาพและเสียงที่ได้มาจากวีดีโอดิจิตอลนั้น จะแตกต่างจากวีดีโออนาลอก เพราะข้อมูลที่ได้จะยังคงคุณภาพความคมชัดเหมือนกับข้อมูลต้นฉบับ การพัฒนาของวีดีโอดิจิตอลส่งผลให้วีดีโออนาลอกหายไปจากวงการมัลติมีเดีย เนื่องจากสัญญาณดิจิตอลสามารถที่จะบันทึกข้อมูลลงบนฮาร์ดดิสก์ ซีดีรอม ดีวีดี หรืออุปกรณ์บันทึกข้อมูลอื่น ๆ และสามารถแสดงผลบนคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการผลิตมัลติมีเดียบนคอมพิวเตอร์ สามารถเปลี่ยนรูปแบบของสัญญาณอนาลอกเป็นสัญญาณดิจิตอลได้ เพียงแต่ผู้ผลิตมีทรัพยากรทางด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมเท่านั้น ปัญหาหนึ่งของความไม่ชัดเจนระหว่างวีดีโอบนเครื่องคอมพิวเตอร์และโทรทัศน์ ก็คือยังเข้าใจผิดว่าทั้งสองสิ่งนี้มีลักษณะที่เหมือนกัน ทั้งที่จริงแล้วพื้นฐานของวีดีโอบนโทรทัศน์เป็นเทคโนโลยีของสัญญาณอนาลอก สำหรับเป็นมาตรฐานการแพร่สัญญาณไปสู่ครัวเรือน แต่คอมพิวเตอร์วีดีโออยู่บนพื้นฐานของดิจิตอลเทคโนโลยี ทั้งสองเทคโนโลยีนี้จะพัฒนาไปสู่ระบบ DVT และ HDTV ร่วมกันในอนาคต
ที่มาhttp://www.ronsdigitalvideoediting.com/page/2/

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ความรู้เบื้องต้นในเรื่องการสร้างภาพยนตร์และการตัดต่อวิดีโอต่างๆ


ความรู้เรื่องการสร้างภาพยนตร์เป็นพื้นฐานแรกที่นักตัดต่อต้องทำความเข้าใจ เนื่องจากคำศัพท์และคุณสมบัติรวมทั้งกระบวนการบางอย่างจะเป็นจุดสำคัญในการตัดสินใจเลือกใช้โปรแกรมในการตัดต่อวิดีโอหรือภาพยนตร์ การตัดต่อภาพยนตร์ คือการลำดับภาพจากภาพยนตร์ที่ถ่ายทำไว้โดยนำแต่ละฉากมาเรียงกันตามโครงเรื่อง จากนั้นใช้เทคนิค การตัดต่อให้ภาพและเสียงมีความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องกัน เพื่อให้ได้ภาพยนตร์ที่เต็มรูปแบบถือได้ว่าการตัดต่อภาพยนตร์เป็นขั้นตอนสำคัญอีกอย่างหนึ่งของการสร้างภาพยนตร์ก่อนการนำไปเผยแพร่ ขั้นตอนการสร้างภาพยนตร์ในมุมมองของนักตัดต่อ ในความเป็นจริงขั้นตอนในการสร้างภาพยนตร์มีหลายขั้นตอนมาก แต่สำหรับมุมมองของนักตัดต่อแล้ว จะมองการสร้างภาพยนตร์ เป็นเพียงการนำไฟล์วิดีโอทั้งหมดหลังจากการถ่ายทำเข้ามาลำดับเรื่องราวแล้วนำมาตัดต่อให้ภาพยนตร์เรื่องนั้นเสร็จสมบูรณ์ เพื่อจะนำไปเผยแพร่ได้
วิดีโอเป็นองค์ประกอบของมัลติมีเดียที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากวิดีโอในระบบดิจิตอลสามารถนำเสนอข้อความหรือรูปภาพ (ภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว) ประกอบกับเสียงได้สมบูรณ์มากกว่าองค์ประกอบชนิดอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักของการใช้วิดีโอในระบบมัลติมีเดียก็คือ การสิ้นเปลืองทรัพยากรของพื้นที่บนหน่วยความจำเป็นจำนวนมาก เนื่องจากการนำเสนอวิดีโอด้วยเวลาที่เกิดขึ้นจริง จะต้องประกอบด้วยจำนวนภาพไม่ต่ำกว่า 30 ภาพต่อวินาที ถ้าหากการประมวลผลภาพดังกล่าวไม่ได้ผ่านกระบวนการบีบอัดขนาดของสัญญาณมาก่อน การนำเสนอภาพเพียง 1 นาทีอาจต้องใช้หน่วยความจำมากกว่า 100 MB ซึ่งจะทำให้ไฟล์มีขนาดใหญ่เกินขนาดและมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ด้อยลง ซึ่งเมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถบีบอัดขนาดของภาพอย่างต่อเนื่องจนทำให้ภาพวิดีโอสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและกลายเป็นสื่อที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบมัลติมีเดีย
ที่มาhttp://www.ronsdigitalvideoediting.com/page/2/

ลักษณะการทำงานของวีดีโอและการสร้างภาพยนต์

การเลือกวีดีโอมาใช้งานอย่างเหมาะสม สามารถสร้างความน่าสนใจให้กับมัลติมีเดียได้ ซึ่งการนำวีดีโอใดๆ มาใช้งานนั้น ต้องปฏิบัติอย่างถูกต้องตามลิขสิทธิ์ จะต้องขออนุญาตให้ถูกต้อง ตามกฏหมายก่อนนำมาใช้
การทำงานของวิดีโอมีหลายประเภทซึ่งสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมและความต้องการของผู้ใช้งาน เพื่อให้เข้าใจและสามารถเรียนรู้พร้อมกับสร้างวิดีโอได้ด้วยตนเองคุณจึงไม่ควรรอช้าที่จะทำความรู้จักกับการสร้างวิดีโอด้วยตนเองการสร้างสรรค์ผลงานของตนเองด้วยวิดีโอสามารถทำได้ง่ายหากทุกคนสามารถเรียนรู้และเข้าใจการสอนใช้โปรแกรมการสร้างผลงานในรูปแบบวิดีโอ เช่น วิดีโอสอนการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ วิดีโอการสอนสำหรับครู วิดีโอนำเสนอผลงาน Presentation วิดีโอWedding วิดีโอหนังสั้นภาพยนตร์ ซึ่งโปรแกรมที่สามารถใช้สร้างวิดีโอในปัจจุบันมีความหลากหลายให้ผู้ใช้งานเลือกใช้เพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของตนเอง
กล้องวีดีโอเป็นการนำเอาหลักการของแสงที่ว่า “แสงตกกระทบกับวัตถุแล้วสะท้อนสู่เลนส์ในดวงตาของมนุษย์ทำให้เกิดการมองเห็น” มาใช้ในการสร้างภาพร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ โดยภาพที่ได้จะถูกบันทึกเป็นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่า “สัญญาณอนาลอก” ประกอบด้วยข้อมูลสี 3 ชนิด คือ แดง เขียว น้ำเงิน (Red, Green, Blue : สีRGB) และสัญญาณสำหรับเชื่อมความสัมพันธ์ของข้อมูล (Synchronization Plus : สัญญาณ SYNC) สัญญาณวีดีโอจะถูกส่งไปบันทึกยังตลับวีดีโอ (Video Cassette Recorder : VCR) โดยการแปลงสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์เป็นสัญญาณดิจิตอลและบันทึกลงบนอุปกรณ์บันทึกข้อมูลด้วยหลักการของสนามแม่เหล็ก การบันทึกจะต้องบันทึกผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า “หัวเทปวีดีโอ” ที่สามารถบันทึกได้ทั้งภาพ เสียง และข้อมูลควบคุมการแสดงภาพ นอกจากบันทึกเป็นม้วนเทปวีดีโอแล้วยังสามารถบันทึกในรูปของสัญญาณวิทยุได้อีกด้วย โดยอาศัย NTSC, PAL หรือ SECAM เพื่อช่วยในการส่งสัญญาณให้สามารถแพร่ภาพทางโทรทัศน์ได้
การนำวีดีโอไปใช้งาน
วีดีโอสามารถนำไปใช้งานได้ในหลาย ๆ ลักษณะซึ่งสามารถแสดงดังต่อไปนี้
– ด้านบันเทิง (Video Entertainment) สามารถบันทึกมิวสิกวีดีโอ รายการโทรทัศน์ที่ชื่นชอบ บันทึกการแสดงสด หรือในงานเลี้ยงสังสรรต่าง ๆ เพื่อนำกลับมาชมได้อีกครั้ง
– ด้านการนำเสนองาน (Video Presentation) สำหรับแนะนำสินค้า กิจกรรมด้านต่าง ๆ
– ด้านงานสะสมวีดีโอ (Video Album) สามารถผลิต Video ที่ใช้เพื่อบันทึกภาพแห่งความทรงจำ รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่กระทำร่วมกันขณะที่เราศึกษาอยู่
– ด้านการศึกษา (Education Program) ผลิตสื่อการเรียนการสอนของอาจารย์ในรูปแบบของวีดีโอเทป ซีดีรอม หรือภาพนิ่ง เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนได้ทั้งในชั้นเรียน และทางออนไลน์
ที่มาhttp://www.ronsdigitalvideoediting.com/

Sony Vegas อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการตัดต่อวีดีโอ

คิดว่าหลายคนคงจะเคยชมภาพยนต์ หรือละคร แล้วคิดถึงเรื่องของเทคนิคการถ่ายทำภาพยนต์ หรือละคร ว่าเขาทำอย่างไรบ้างในการถ่ายทำภาพยนต์ ทำไมทำได้น่าดู น่าชมจังเลย แน่นอนครับ การสร้างภาพยนต์นั้น ต้องมีการจัดฉาก การถ่ายทำ และการเรียบเรียงเนื้อหา เพื่อให้ได้ภาพยนต์ตามที่ต้องการ ดังนั้นแล้ว เรื่องการออกแบบ การจัดฉากและการถ่ายทำนั้นผมจะไม่ขอพูดถึง โดยจะเข้าสู่การเรียบเรียงเนื้อหาเลย โดยการนำเนื้อเรื่องมาเรียบเรียงนั้นคือ กระบวนการตัด – ต่อ วีดีโอ โดยที่จะแนะนำโปรแกรมในวันนี้คือ Sony Vegas Pro
Sony Vegas Pro เป็นโปรแกรมตัดต่อวีดีโอที่ใช้งานง่าย สามารถใช้ในงานตัดต่อวีดีโอที่สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างหลากหลายรูปแบบ และมีเครื่องมือ (Tool) ให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย โดยโปรแกรมสามารถทำงานอย่างอย่างครอบคลุมตั้งแต่ การนำไฟล์วีดีโอมาแปลงเป็นไฟล์ที่มีนามสกุลที่ต้องการ การตัดต่อวีดีโอ การใส่เทคนิคพิเศษ ฯลฯ อีกทั้งตัวโปรแกรมยังต้องการสเปคเครื่องที่ไม่สูงมากก็สามารถทำงานตัดต่อวีดีโอได้
เรามาดูอุปกรณ์ที่ต้องใช้กัน
– เครื่องคอมพิวเตอร์ สเปคเครื่องคอมพิวเตอร์ สำหรับ Sony Vegas Pro แน่นอน เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นหัวใจหลักอย่างแรงชนิดที่ขาดไม่ได้ ในงานตัดต่อวีดีโอ (เพราะขาดแล้วจะเอาอะไรตัดต่อล่ะ)ตัวโปรแกรมนั้นไม่ได้ต้องการสเปคเครื่องที่สูงมาก แต่ช่วงนี้ราคาอุปกรณ์ อะไรๆก็ถูกไปหมด
– CPU ต้องเป็น Pentium 4 ความเร็ว 1 GHz ขึ้นไป (ก็บอกแล้วว่าขั้นต่ำ ยิ่งท่านมีพวกหลายๆคอร์ยิ่งดี ตระกูล i3 i5 i7 หรือพวก AMD เป็นพวก K ก็ยิ่งดี)
– แรมหรือหน่วยความจำ Memory ขนาด 512 MB ขึ้นไป (อันนี้แนะนำว่าไม่ควรต่ำกว่า 2 GB ดีกว่านะครับ เพราะ 512 MB รู้สึกมันจะน้อยเกินไป แต่ยิ่งเยอะยิ่งดีสำหรับ ระบบปฏิบัติการ 32 บิท จะใส่แรมได้ไม่เกิน 4 GB ถึงแม้จะใส่ 8 GB หรือ 16 GB ระบบปฏิบัติการ 32 บิท ก็มองเห็นเรมได้ไม่เกิน 4 GB เท่านั้น หากอยากได้แรมเต็มก็ใช้ ระบบปฏิบัติการ 64 บิท )
– ฮาร์ดดิสก์ 1 GB สำหรับการติดตั้งโปรแกรม และควรเตรียมพื้นที่สำหรับเก็บงานวีดีโอไว้เยอะๆจะดีกว่า ถ้าจะทำงานวีดีโอก็เตรียมไว้เลยสัก 500 GB หรือ 1TB หากใครมีไม่ถึงก็ไม่เป็นไร เพราะพื้นที่ของไฟล์ที่ใช้ในการตัดต่อวีดีโอขึ้นอยู่กับความยาวของวีดีโอที่คุณต้องการใช้งาน ยิ่งมีความยาวนานเท่าไหร่ ยิ่งกินเนื้อที่ในฮาร์ดดิสก์มาก
– ระบบปฏิบัติการ ขึ้นอยุ่กับเวอร์ชันที่ใช้ครับ ถ้า Sony Vegas Pro รุ่นเก่าหน่อยเช่นเวอร์ชัน 7 เวอร์ชัน 8 ก็ใช้ Winodow XP ได้แต่หากเวอร์ชันสูงขึ้นไป ก็ใช้ใน Window 7 หรือ Window 8  (ส่วนใหญ่ทุกวันนี้ Window 7 ครองตลาดไปแล้ว Window 8 พยายามแจ้งเกิด เท่าๆที่รู้มา) จะใช้ระบบปฏิบัติการ 32 บิท หรือ 64 บิท ก็ได้จงจำไว้ว่า แรมน้อยใช้ระบบปฏิบัติการ 32 บิท แรมเยอะใช้ระบบปฏิบัติการ 64 บิท (หากมีให้เลือก แต่ถ้าหากไม่มีให้เลือก็ใช้ตามมีตามเกิดเอาล่ะกัน)
มาดูอุปกรณ์อื่นๆกันว่าควรมีอะไรบ้างในงานตัดต่อวีดีโอที่คุณต้องใช้งาน
– กล้องวีดีโอ แนะนำกล้องที่เป็นแบบ HD ขึ้นไป
– การ์ดแคปเจอร์ ไม่จำเป็นก็ได้ เพราะทุกวันนี้กล้องวีดีโอใช้แบบ USB กันเกือบหมดแล้ว หากเป็นกล้อง DV ทีไม่มีพอร์ท USB การ์ดแคปเจอร์ก็จำเป็นต้องมี
– ลำโพง หูฟัง จำเป็น เพราะเราต้องฟังเสียงประกอบวีดีโอที่กำลังตัดต่อไปด้วย
– ไมโครโฟน ขึ้นอยู่กับความจำเป็นที่จะต้องใช้งาน
– อุปกรณ์เผยแพร่สื่อ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดีวีดี ซีดี หรือ แฟลซไดร์ว อินเตอร์เน็ต ฯลฯ เพราะการตัดต่อวีดีโอนั้น ในขั้นตอนสุดท้ายก็คือการนำไปเผยแพร่ผลงาน
ที่มาhttp://www.ronsdigitalvideoediting.com/

การตัดต่อวีดีโอ ภาพยนต์ ผสมผสานระหว่างคอมพิวเตอร์และโทรทัศน์

ปัจจุบันงานตัดต่อวิดีโอถูกจัดให้เป็นงานศิลปะอีกแขนงหนึ่ง เพราะสามารถสื่อความหมาย ความประทับใจความสะเทือนใจ หรือซาบซึ้งใจให้กับผู้ชมได้เหมือนศิลปะแขนงอื่น ๆ แต่จะแตกต่างตรงที่วิดีโอจะใช้การสื่อความหมายด้วย”ภาษาภาพ” และ”ภาษาเสียง” ร่วมกัน
ปัญหาหนึ่งของความไม่ชัดเจนระหว่างวีดีโอบนเครื่องคอมพิวเตอร์และโทรทัศน์ ก็คือยังเข้าใจผิดว่าทั้งสองสิ่งนี้มีลักษณะที่เหมือนกัน ทั้งที่จริงแล้วพื้นฐานของวีดีโอบน โทรทัศน์เป็นเทคโนโลยีของสัญญาณอนาลอก สำหรับเป็นมาตรฐานการแพร่สัญญาณไปสู่ครัวเรือน แต่คอมพิวเตอร์วีดีโออยู่บนพื้นฐานของดิจิตอลเทคโนโลยี ทั้งสองเทคโนโลยีนี้ จะพัฒนาไปสู่ระบบDVT และ HDTV ร่วมกันในอนาคต
ระบบการซ้อนภาพวีดีโอ (Video Overlay System) หลังจากพัฒนาวีดีโอและวีดีโอซีดี เพื่อแสดงผลบนโทรทัศน์ได้ จึงได้มีการนำวีดีโอและคอมพิวเตอร์มาใช้งานร่วมกัน เรียกว่า “Computer-Based Training” (CBT) ซึ่งจะใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงานของเครื่องเล่นวีดีโอด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณควบคุมผ่านสายสัญญาณไปบังคับการทำงานของเครื่องเล่นวีดีโอ แล้วแสดงผลบนจอภาพโทรทัศน์ของผู้ผลิตงาน การแสดงภาพวีดีโอบนเครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องแปลงสัญญาณอนาลอกเป็นสัญญาณดิจิตอล และจะต้องติดการ์ดแสดงผลหรืออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์สำหรับแปลงสัญญาณอนาลอกเป็นดิจิตอลให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย นอกจากนี้ปัจจุบันประสิทธิภาพของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้นจนสามารถแสดงผลได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งคุ้มค่ากับงบประมาณที่เพิ่มขึ้น
ความแตกต่างระหว่างคอมพิวเตอร์วีดีโอและโทรทัศน์วีดีโอ ปกติขนาดจอภาพของคอมพิวเตอร์จะใช้อัตราส่วน 4:3เท่ากับกับจอภาพโทรทัศน์ แต่การสร้างภาพด้วยเส้นในแนวนอนจะใช้ 480 เส้นไม่เท่ากับจอภาพโทรทัศน์ และอัตราการรีเฟรชเป็น 66.67 Hz เมื่อส่งสัญญาณภาพที่มีขนาดใหญ่กว่าขนาดจอภาพโทรทัศน์ ขอบของภาพจะขยายเรียบไปตามขอบโค้งของขนาดจอภาพโทรทัศน์ (Overscan) โดยตรงข้ามกับขนาดจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะแสดงภาพที่มีขนาดเล็กกว่าภาพบนจอโทรทัศน์ (Underscan) ดังนั้นเมื่อแปลงภาพจากจอคอมพิวเตอร์ไปแสดงผลบนจอโทรทัศน์ ขนาดของภาพจะไม่เต็มจอภาพโทรทัศน์ นอกจากนี้สีของจอคอมพิวเตอร์จะใช้องค์ประกอบสี RGB ด้วยการสร้างภาพเป็นดิจิตอลวีดีโอที่มีความชัดเจนมากกว่าจอโทรทัศน์ที่จะต้องทำการแปลงสัญญาณภาพเป็นอนาลอกวีดีโอ เพื่อแสดงผลออกมาบนจอภาพ ดังนั้นเมื่อจะสร้างมัลติมีเดียด้วยคอมพิวเตอร์จะต้องแสดงภาพด้วยองค์ประกอบสี RGB หรือแปลงสัญญาณก่อนที่จะแสดงผลบนจอภาพโทรทัศน์ เช่น เกมส์เพลยสเตชัน และ VCD
ที่มาhttp://www.ronsdigitalvideoediting.com/

Corel Video Studio Pro X2 โปรแกรมตัดต่อวีดีโอที่ใช้งานไม่ยากจนเกินไป

ในการสร้างวีดีโอนั้น เริ่มแรกจับภาพวีดีโอจากกล้องหรือว่าดึงไฟล์วีดีโอจากแผ่น VCD/DVD เข้ามาจากนั้นก็ตัดแต่งวีดีโอที่จับภาพมา เรียงลำดับเหตุการณ์ ใส่ทรานสิชั่น (Transtion – เอ็ฟเฟ็กต์ที่ใส่ระหว่างคลิปวีดีโอ ทำให้การเปลี่ยนคลิปวีดีโอจากคลิปหนึ่งไปยังอีกคลิปหนึ่งน่าดูยิ่งขึ้น) ทำภาพซ้อนภาพ ใส่ไตติ้ล ใส่คำบรรยาย แทรกดนตรีประกอบ ซึ่งส่วนต่างๆ เหล่านี้จะแยกแทร็คกัน การทำงานในแต่ละแทร็คจะไม่มีผลกระทบกับกับแทร็คอื่นๆ เมื่อทำเสร็จแล้วขั้นตอนสุดท้ายก็คือ การเขียนวีดีโอลงแผ่น การตัดต่อใน Corel Video Studio นั้น จะสร้างเป็นไฟล์ Project ขึ้นมา (.VSP) ซึ่งไฟล์นี้จะเก็บข้อมูลต่างๆ ไว้ หากว่าทำงานยังไม่เสร็จก็สามารถเปิดเพื่อทำงานต่อในภายหลังได้ ไฟล์นี้จะมีขนาดเล็ก การตัดต่อวีดีโอนี้ แม้จะตัดต่ออย่างไรในวีดีโอ ก็จะไม่มีผลกระทบต่อไฟล์ต้นฉบับ ข้อมูลการตัดต่อต่างๆ จะบันทึกอยู่ในไฟล์ project ทั้งหมด แต่เมื่อมีการสร้างวีดีโอที่ได้จากการตัดต่อ โปรแกรมอ่านข้อมูลจากต้นฉบับตามข้อมูลที่อ้างอิงในไฟล์ project นี้
ระบบการส่งสัญญาณโทรทัศน์ ในปัจจุบันนี้มีระบบการส่งสัญญาณโทรทัศน์ที่นิยมใช้ในแถบภูมิภาคต่างๆ คือ
1.ระบบ NTSC เป็นระบบโทรทัศน์สีระบบแรกที่ใช้งานในประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปีค.ศ.1953 ประเทศที่ใช้ระบบนี้ต่อ ๆ มาได้แก่ ญี่ปุ่น แคนาดา เปอเตอริโก้ และเม็กซิโก เป็นต้น
2.ระบบ PAL เป็นระบบโทรทัศน์ที่พัฒนามาจากระบบ NTSC ทำให้มีการเพี้ยนของสีน้อยลง เริ่มใช้งานมาตั้งแต่ปีค.ศ.1967 ในประเทศทางแถบยุโรป คือ เยอรมันตะวันตก อังกฤษ ออสเตรเลีย เบลเยี่ยม บราซิล เดนมาร์ก นอร์เวย์สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ และมีหลายประเทศในแถบเอเซียที่ใช้กันคือ สิงคโปร์ มาเลเซีย รวมไปถึงประเทศไทยก็ใช้ระบบนี้
3.ระบบ SECAM เป็นระบบโทรทัศน์อีกระบบหนึ่งคิดค้นขึ้นโดย Dr.Henry D.France เริ่มใช้มาตั้งแต่ปีค.ศ.1967 นิยมใช้กันอยู่หลายประเทศแถบยุโรปตะวันออก ได้แก่ ฝรั่งเศส อัลจีเรีย เยอรมันตะวันออก ฮังการี ตูนีเซีย โรมาเนีย และรัสเซีย เป็นต้น
โปรแกรม Corel Video Studio Pro X2 เป็นโปรแกรมตัดต่อวีดีโอที่มีการใช้งานไม่ยากจนเกินไป แม้ผู้ที่เริ่มใช้งานก็สามารถที่จะสร้างวีดีโอได้เหมือนกับผู้ที่มีประสบการณ์ตัดต่อวีดีโอมานาน โปรแกรมนี้มีเครื่องมือต่างๆ สำหรับตัดต่อวีดีโออย่างครบถ้วน เริ่มตั้งแต่จับภาพจากกล้องเข้าคอมพิวเตอร์ ตัดต่อวีดีโอ ใส่เอ็ฟเฟ็กต์ต่างๆ แทรกดนตรีประกอบ แทรกคำบรรยาย ไปจนถึงบันทึกวีดีโอที่ตัดต่อกลับลงเทป, VCD, DVD หรือแม้กระทั่งเผยแพร่ผลงานทางเว็บ
โปรแกรม Corel Video Studio มีการทำงานเป็นขั้นตอนที่ง่าย ตั้งแต่จับภาพ ตัดต่อไปจนถึงเขียนลงแผ่น นอกจากนี้แล้ว โปรแกรมยังมีเอ็ฟเฟ็กต์ต่างๆ อีกมากมาย ไตเติ้ลสำเร็จรูปแบบมืออาชีพ รวมทั้งยังมีเครื่องมือที่ใช้สำหรับสร้างซาวด์แทร็คอย่างง่ายๆ อีกด้วย

ที่มาhttp://www.ronsdigitalvideoediting.com/

โปรแกรมตัดต่อวีดีโอตัวไหนที่เหมาะกับการทำ Video Marketing



พื้นฐานที่สำคัญสำหรับการทำ Video Marketing ด้วยตัวเอง คือ เราต้องตัดต่อวีดีโอเป็น โปรแกรมตัดต่อวีดีโอถือเป็นอาวุธประจำกายของนักการตลาดด้านวีดีโอ ต่อให้เรามีจินตนาการที่ล้ำเลิศขนาดไหนในการวางแผนทำ Video Marketing มันก็จะเปล่าประโยชน์ถ้าเราไม่สามารถถ่ายทอดมันออกมาได้ตามที่เราต้องการ
โปรแกรมตัดต่อวีดีโอมีมากมาย ทั้ง Adobe Premiere, Final Cut, Sony Vegas … ซึ่งแต่ละโปรแกรมจะมีพื้นฐานการทำงานที่เหมือนกัน คือ มีกล่องเครื่องมือ + timeline + หน้าจอ Preview แต่สิ่งที่แตกต่างกันในแต่ละโปรแกรม คือ User Interface, Tool ต่างๆ, การใช้ทรัพยากรของเครื่องในการตัดต่อวีดีโอ
– Movie maker เหมาะสำหรับมือใหม่มาก ทุกอย่างอัตโนมัติเกือบทั้งหมด ทำให้ปรับแต่งอะไรได้ลำบากมาก มีลูกเล่นไม่มาก
– Ulead ค่อนข้างจะมีลูกเล่นเพิ่มเติมมากขึ้น แต่การปรับแต่งยังค่อนข้างเป็นอัตโนมัติ ทำให้อาจไม่ตรงใจเท่าไร ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น Corel Studio แล้ว
– Proshow เหมาะสำหรับการทำ Presentation มากกว่าการตัดต่อวีดีโอ เพราะเครื่องมือต่างๆแบ่งหมวดหมู่เป็นการจัดเรียงภาพในรูปแบบต่างๆ อีกทั้งยังมี Template การจัดเรียงภาพเพิ่มเติม
– Adobe Premiere เป็นโปรแกรมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในวงการภาพยนตร์ ละคร หนังสั้น เพราะมีเครื่องมือในการทำงานครบเครื่อง ทั้ง Plugin เสริมต่างๆก็มีมากมาย แต่ปัญหาใหญ่ที่เจอสำหรับผู้ใช้งานบ้านๆอย่างพวกเรา คือ เจ้าโปรแกรมนี้มันกินแรงเครื่องมากมายๆจริง เกิดจากมันมีฟังก์ชันต่างมากมาย ซึ่งมันเกินความจำเป็นสำหรับผู้ใช้งานบ้านๆอย่างพวกเรา
– Sony Vegas ตอบโจทย์ได้ครบทุกปัญหาจริงๆสำหรับโปรแกรมนี้ เครื่องมือต่างๆครบถ้วน ปรับแต่งส่วนต่างๆได้อย่าง manual และที่สำคัญ คือ มันไม่กินแรงเครื่อง ผู้ใช้บ้านๆอย่างพวกเราสบายใจได้เลยครับ ผมตัดต่อวีดีโอแบบ Full HD โดยใช้คอมพิวเตอร์รุ่น Core2Duo ยังสามารถทำได้เลยฃ
ที่มาhttp://www.ronsdigitalvideoediting.com/

แบบสอบถามออนไลน์